Advertisements
new

ตอนที่ 14 Oura Preto ,UNESCO World Heritage of Brazil

Ouro Preto เมืองนี้ เป็นเมืองในหุบเขา แต่เดิม ชื่อ Vila rica หรือ Rich Village หมู่บ้านแห่งความร่ำรวย.. ที่มาของชื่อนี้เพราะ ที่นี่ เคยเป็นเหมืองทองคำ ที่ใหญ่ที่สุดของบราซิล เป็นยุคทองของบราซิล ในสมัย คริสตศตววรษ ที่18 สมัยที่บราซิล ยังอยู่ใต้การปกครองของ โปรตุเกส
ด้วยความร่ำรวยแห่งทองคำ ทำให้เมืองนี้ เป็นเมืองที่ดึงดูดผู้คน มาจากทุกทั่วสารทิศ ทั้งศิลปิน นักประพันธ์ นักแต่งเพลง ต่างหลั่งไหล กันเขามา สร้างสรร งานศิลปะทุกแขนง
แต่ศิลปะ ที่โด่งดัง และมีชี่อเสียงที่สุด จนเป็น สัญลักษณ๋ ของเมืองนี้ คือ ศิลปะ แบบ Baroque ซึ่งเป็นศิลปะแบบตะวันตก ที่มีศานาเข้ามาสื่อเพื่อความจูงใจ และสะเทือนอารมณ์ ผู้ชม .. เป็นศิลปะที่เน้นการตกแต่งที่วิจิตร โอ่อ่า หรูหรา อลังการ ใช้ลวดลายที่ประดิดประดอย สีสันจัดจ้าน หน้าตารูปปั้น จะไม่จงใจ ให้เหมือนคนจริง แต่จะเป็นหน้าที่เน้นให้อิ่มเอิบ เหมือนเทพเจ้า เป็นการประยุกต์ การใช้ศิลปะ เพื่อศาสนา ที่สุดแสนจะงดงามอลังการ
ศิลปินชื่อดัง ที่สรรสร้างศิลปะ แบบ Baroque จนกลายเป็นสัญลักษณ์ ของเมืองOuro Preto คือ Antônio Francisco Lisboa หรือ Aleijadinho
Aleijadinho เป็นลูกชายของช่างไม้ ชาวโปรตุเกส กับทาสแอฟริกันผิวดำ ต่อมา Aleijadinho ป่วยเป็นโรคเรื้อน และกลายเป็นคนพิการ แขนขาด้วน . Aleijadinho ใช้มือที่ไม่มีนิ้ว จับสิ่วและฆ้อน สร้างสรร ผลงานศิลปะออกมา งดงาม จนน่าอัศจรรย์ใจ

Ouro Preto ยังเป็นจุดกำเนิดของ กลุ่ม Inconfidência Mineira กลุ่มการเมือง ที่เรียกร้องอิสระภาพ ของชาวบราซิล จากโปรตุเกส ถึงแม้จุดจบ ของ หัวหน้ากลุ่ม ที่เรียกว่า Tiradentes จะ ถูกแขวนคอ และหั่นศพ ออกเป็นชิ้นๆ ต่อหน้าสาธารณะ แต่กลุ่ม Inconfidência Mineira ถือว่า เป็นวีระบุรุษของชาวบราซิล เพราะเป็นการจุดประกาย ของการประกาศอิสระภาพ ของบราซิล จากโปรตุเกส ในช่วงเวลาต่อมา.
ณ สถานีรถบัส ของ เมือง Ouro Preto .. หลังลำเลียงกระเป๋าสัมภาระ ลงมาจากรถ เป็นที่เรียบร้อย ฉันเดินไป โบกรถแทกซี่ ซึ่งมีจำนวนน้อยมาก เมื่อเทียบกับจำนวนผู้โดยสาร.. การโบกแทกซี่ ในช่วงเวลาเช้ามืด จึงต้องมีการแย่งชิง กัน เล็ก น้อย..
ฉันเอา ชื่อ ที่อยู่ ที่พัก ให้แทกซี่ ดู แทกซี่ พยักหน้าตกลง หลังตกลงราคา กัน ราว 60 บาท ฉันตอบตกลง.. ขณะ ที่กำลังขนกระเป๋า สัมภาระ ขึ้นรถ มีผู้หญิงชาว เยอรมันคนนึง เดินมาจับแขนฉัน …Do you mind if I wanna share taxi with you ? “จะว่าอะไรไหม ถ้า ฉันจะขอ แชร์ แทกซี่ เข้าไป ในเมืองด้วยน่ะ” “ทำไม จะไม่ได้ล่ะ” ฉันรีบตอบในทันที ..
หญิงชาวเยอรมัน ขอบอกขอบใจฉัน ขนของขึ้นรถ แล้ว ขึ้นมานั่งเบียดกับฉัน ตรงเบาะหลัง กับน้องสาว.. เธอเล่าให้พวกเราฟังว่า เธอเป็น ผู้หญิง เดินทางท่องเที่ยวคนเดียว ในบราซิล.. ฉันถามเธอว่า .”แล้วไม่กลัวเหรอ ไม่เหงาเหรอ” เธอตอบกลับมาว่า “ทำไม ต้องกลัว เราหา เพื่อนเดินทางได้ ระหว่างทาง ตลอดแหละ”
ถนน ของเมืองOuro Preto เป็น ถนน ที่ปูด้วยหิน ทางขึ้นไปยัง โฮสเทล ที่พักของเรา เป็นทางขึ้นเขา สูงชัน รถแทกซี่ ขับขึ้นไปได้แค่ ราวยี่สิบเมตร แล้วก็หยุดกึก .”อื๊ดดดด ..ครั่กๆๆๆ” เสียงเครื่องยนต์ กับกลิ่นคลัชท์ ไหม้เริ่มโชยมา ฉันรีบบอกแมน ให้บอกคนขับ.. “จอดตรงนี้แหละแมน เราจะลงเดิน.. อีกไกลมั๊ย” คนขับส่ายหัว บอกว่าไม่ไกล..
เราขนของ ลงจากรถ โบกมือลา หญิงสาวชาวเยอรมัน ก็ไม่มีอะไรมาก แค่เดินขึ้นเนิน บนถนน ปูหินลื่นๆ กลางฝนตกพรำๆ ในเวลาเช้ามืด มือสองข้าง และกลางหลัง แบกข้าวของพะรุงพะรัง .. ก็แค่นั้นเอง..
ที่พักของ เรา อยู่บนเนิน ชื่อ AOU hostel เป็น ห้องแถวเล็กๆ หลังคาเตี้ย มีห้องแค่สองห้อง ห้องนึง มีสามเตียง อีกห้องนึง มี สี่เตียง เจ้าของโฮสเทล เป็นพวกฟั้งกี้ ผมฟู หยิกหยอง เป็นรังนก สมัย The beatle. กำลังเฟื่องฟู
ด้านในประดับประดาไว้ด้วย เหรียญกษาปณ์ ของ นานา ประเทศ กับแผ่นเสียงสมัยโบราณ ..ทันที ที่เราเหยียบย่างเข้าไป ก็ถูกถามหา เหรียญ ของประเทศไทย ทันที.. “ยังไม่เคย มีคนไทย มาพัก ที่นี่” หนุ่มเจ้าของโฮสเทล บอก .. พร้อม ทำท่าลูบคลำ เหรียญ ห้าบาท กับ สิบบาท ของไทย อย่างดีใจสุดขีด..
เราได้ รับ อนุญาตให้ ใช้ห้องน้ำ อาบน้ำ แต่งตัว ได้ แต่ ห้องพัก ต้องรอจนกว่าจะ ถึงเที่ยง เพราะความหนาว. คงต้องใช้ความกล้าหาญมาก ที่จะอาบน้ำ..
ช่วงที่ รอ ให้ฟ้าสว่าง เราปรึกษา กับน้องสาว.. ว่าจะ วางแผน 3วัน ในเมืองนี้ ยังไง ให้ใช้เวลา ให้คุ้มค่า มากที่สุด .. เนื่องจากเมืองนี้ เป็นเมือง ที่หาข้อมูล ภาษาไทย ได้น้อยมาก .. เราอยากให้น้องสาว ได้ ฝึกหัด การใช้ภาษาอังกฤษ โดยการ ไปหาข้อมูล ภาษาอังกฤษ มาประกอบ ว่า สถานที่ไหน ที่ พลาดไม่ได้ สถานที่ไหน อยู่ใกล้กับสถานที่ไหน ที่เราไป แล้วสามารถ ได้หลายสถานที่ในเวลาเดียวกัน สถานที่ไหน มีประวัติศาสตร์ ความเป็นมา ยังไง แต่หลังการวางแผนทริป เราสองพี่น้อง ทะเลาะกัน ด้วยความเห็น ที่ไม่ลงรอยกัน.การทะเลาะ โต้เถียง เกิดขึ้น อย่างยาวนาน .ก่อนจะปรับความเข้าใจ เราสองคนนั่งร้องไห้ อยู่ใน ห้องรับแขก .. ท่ามกลางสายฝน ที่เริ่ม โปรยลงมา…
บรรยากาศ ที่สุดแสนจะตึงเครียด แมนเดินเข้ามา ทำหน้า เด๋อด๋า.. แต่ไม่กล้าออกความเห็น.. “ไปแต่งตัวดิแมน เดี๋ยวเราจะออกไปข้างนอก” ฉันบอกแมน พลาง เอามือปาดน้ำตา..
แมนพยักหน้า หลังเข้าไปเปลี่ยนเสื้อผ้า แล้วกลับออกมา ฝนเทลงมาหนักกว่าเดิม…
“แมน เราคงยังไม่ได้ออกไปนะ ฝนตกหนักมาก” …. แมน พยักหน้า เดินกลับเข้าไป ในห้อง….. เวลาผ่านไป ราว หนึ่ง ชั่วโมง ฝนเริ่มซา ฉันเดินเข้าไป ตามแมนในห้อง
เราพักในห้องรวม เป็นเตียงสองชั้น สองเตียง แมนนอน อยู่ เตียงบน . เอาข้าวของทั้งหมด กองเอาไว้ที่เตียงล่าง… ฉันเริ่มส่งเสียงแหลมสูง … “ แมน ! ไอ จ่ายเงินค่าโรงแรม ทั้งหมด นะ แล้วยู มาใช้ สองเตียง ได้ยังไง ถ้ายูใช้สองเตียง ก็ต้องจ่าย สองเตียง เป็นค่าเก็บเตียง เก็บของ เดี๋ยวนี้น๊ะ”
“ เมื่อกี้ แมน ไปตีซี้ กับเจ้าของ โฮสเทลมา เขาบอกว่า ใช้ได้ทุกเตียงเลย” แมนตอบ
“ เก็บ .. เดี๋ยว.. นี้!!! “ ฉันกรี๊ด…
แมนถอนหายใจยาว… คลานลงจากเตียง มาเก็บของ… ซักพัก ฮี ก็ ยิ้มแป้น ยื่นกระเป๋า เงิน มาให้ฉันดู … “ แมนเจอ กระเป๋าเงินที่หายไป แล้วแหละ อยู่นี่ไง”
หลังเก็บของเสร็จ ฝนเริ่มหยุด ฉัน เดินเข้าไปบอกแมน ให้เตรียมตัว ออกไปข้างนอก อีกครั้ง.. แมนเดินออกมาด้วยเสื้อผ้า เต็มยศ กำลังจะก้าวออกจากประตู ฝนเทลงมาอีกครั้ง….
เห็นทีต้องออกไปทั้งฝนตก แบบนี้แหละ ฉัน จัดแจงแกะเอา เสื้อกันฝนมาสวมทับ. “ไม่มีทางเลือก คงไม่ได้ภาพอะไร มาก แต่ก็ดีกว่า มานั่งจับเจ่า อยู่แต่ในนี้”
เราเดินลงเนิน สูง ด้วยความระมัดระวัง พื้นถนนทำด้วยหินก้อน ลื่นสุดๆ เป้าหมายแรกที่เราจะไป คือ พิพิธภัณฑ์เหรียญและธนบัตร ของบราซิล ที่อยู่เบื้องหน้า
พิพิธภัณฑ์ เหรียญ ที่ว่า ชื่อ Casa dos Contos ด้านใน มีการจัดแสดง เหรียญ ต่างๆ ที่ ประเทศบราซิล ใช้ในอดีต จนถึงปัจจุบัน ในอดีต บราซิล เคยร่ำรวยมาก ถึงขนาด ใช้เหรียญ ที่ทำด้วยทอง กันเลยทีเดียว.
อีกอย่างที่เป็นที่น่าสังเกตคือ บราซิล เปลี่ยนค่าเงิน กันทุก 10 ปี ในอดีต .. ใครที่เคยมาเที่ยวบราซิล เมื่อ ราวสิบปีที่แล้ว ถ้าเก็บเอาสกุล เงินตรา ของบราซิล กลับไป ด้วย กลับมาอีกครั้ง คงต้องตกใจ เพราะ บราซิลได้เปลี่ยนสกุลเงินไป แล้ว เงินที่เคยเก็บไว้ คงกลายเป็น เงินที่ ต้องเอาเก็บไว้ ในพิพิธภัณฑ์ .
จาก พิพิธภัณฑ์ เราเดิน ตาม เส้นทางถนนหลัก เป็น ถนนที่ทำด้วยหิน สวยงาม ไปตลอดทาง มีร้านรวง ขายของที่ระลึก สำหรับนักท่องเที่ยว Ouro Preto ในยามนี้ รายได้หลักมาจากนักท่องเที่ยว เป็นส่วนใหญ่ .
ที่ Ouro Preto สินค้าสำคัญ อีกอย่างคือ ชอกโกแลต มีขายอยู่เกือบทุกร้าน. เราแวะ ร้าน ที่มีสตรอเบอรี่ เสียบไม้สีแดงสด ตั้งโชว์อยู่ หลังเอาสตรอเบอรี่ ลงชุบกับชอกโกแลต สีเข้ม .. ปล่อยให้ แข็งตัวอย่างช้าๆ ตามอุณหภูมิ ก็ พร้อม รับประทาน..
ชอกโกแลตที่นี่ ถือว่าอร่อยมาก ไม่หวานจัด แต่ก็ไม่ขมจนเกินไป เป็นชอคโกแลตนม ที่เข้ากันได้ดี กับสตรอเบอรี่ หวานอมเปรี้ยว ..
ร้านอาหารและร้านกาแฟ มีเรียงราย เต็มสองข้างทาง.. เราแวะ ทานอาหาร กันที่ร้านอาหารบราซิล แบบชาวบ้าน..อาหารบราซิล ที่ใกล้เคียงกับอาหารไทยที่สุด เห็นจะเป็น แคบหมู กับหมูกรอบ เพียงแต่ ของบราซิล จะเค็ม สุดชีวิตสุดจิต สุดใจ แค่นั้นเอง..
หลังแวะ กินของหวานก็ แล้ว .. กินข้าวก็แล้ว ฝนก็ไม่มีทีท่าว่าจะหยุดตก .. เราเดิน มาจนถึง จตุรัสกลางเมือง จตุรัส Tiradentes ซึ่งหันหน้าเข้าสู่ จุดที่มีความสำคัญที่สุด ของเมือง Ouro Preto “Museum of Betrayal” พิพิธภัณฑ์ของผู้ทรยศ …

Ouro Preto เมืองนี้ เป็นเมืองในหุบเขา แต่เดิม ชื่อ Vila rica หรือ Rich Village หมู่บ้านแห่งความร่ำรวย.. ที่มาของชื่อนี้เพราะ ที่นี่ เคยเป็นเหมืองทองคำ ที่ใหญ่ที่สุดของบราซิล เป็นยุคทองของบราซิล ในสมัย คริสตศตววรษ ที่18 สมัยที่บราซิล ยังอยู่ใต้การปกครองของ โปรตุเกส
ด้วยความร่ำรวยแห่งทองคำ ทำให้เมืองนี้ เป็นเมืองที่ดึงดูดผู้คน มาจากทุกทั่วสารทิศ ทั้งศิลปิน นักประพันธ์ นักแต่งเพลง ต่างหลั่งไหล กันเขามา สร้างสรร งานศิลปะทุกแขนง
แต่ศิลปะ ที่โด่งดัง และมีชี่อเสียงที่สุด จนเป็น สัญลักษณ๋ ของเมืองนี้ คือ ศิลปะ แบบ Baroque ซึ่งเป็นศิลปะแบบตะวันตก ที่มีศานาเข้ามาสื่อเพื่อความจูงใจ และสะเทือนอารมณ์ ผู้ชม .. เป็นศิลปะที่เน้นการตกแต่งที่วิจิตร โอ่อ่า หรูหรา อลังการ ใช้ลวดลายที่ประดิดประดอย สีสันจัดจ้าน หน้าตารูปปั้น จะไม่จงใจ ให้เหมือนคนจริง แต่จะเป็นหน้าที่เน้นให้อิ่มเอิบ เหมือนเทพเจ้า เป็นการประยุกต์ การใช้ศิลปะ เพื่อศาสนา ที่สุดแสนจะงดงามอลังการ
ศิลปินชื่อดัง ที่สรรสร้างศิลปะ แบบ Baroque จนกลายเป็นสัญลักษณ์ ของเมืองOuro Preto คือ Antônio Francisco Lisboa หรือ Aleijadinho
Aleijadinho เป็นลูกชายของช่างไม้ ชาวโปรตุเกส กับทาสแอฟริกันผิวดำ ต่อมา Aleijadinho ป่วยเป็นโรคเรื้อน และกลายเป็นคนพิการ แขนขาด้วน . Aleijadinho ใช้มือที่ไม่มีนิ้ว จับสิ่วและฆ้อน สร้างสรร ผลงานศิลปะออกมา งดงาม จนน่าอัศจรรย์ใจ

Ouro Preto ยังเป็นจุดกำเนิดของ กลุ่ม Inconfidência Mineira กลุ่มการเมือง ที่เรียกร้องอิสระภาพ ของชาวบราซิล จากโปรตุเกส ถึงแม้จุดจบ ของ หัวหน้ากลุ่ม ที่เรียกว่า Tiradentes จะ ถูกแขวนคอ และหั่นศพ ออกเป็นชิ้นๆ ต่อหน้าสาธารณะ แต่กลุ่ม Inconfidência Mineira ถือว่า เป็นวีระบุรุษของชาวบราซิล เพราะเป็นการจุดประกาย ของการประกาศอิสระภาพ ของบราซิล จากโปรตุเกส ในช่วงเวลาต่อมา.
ณ สถานีรถบัส ของ เมือง Ouro Preto .. หลังลำเลียงกระเป๋าสัมภาระ ลงมาจากรถ เป็นที่เรียบร้อย ฉันเดินไป โบกรถแทกซี่ ซึ่งมีจำนวนน้อยมาก เมื่อเทียบกับจำนวนผู้โดยสาร.. การโบกแทกซี่ ในช่วงเวลาเช้ามืด จึงต้องมีการแย่งชิง กัน เล็ก น้อย..
ฉันเอา ชื่อ ที่อยู่ ที่พัก ให้แทกซี่ ดู แทกซี่ พยักหน้าตกลง หลังตกลงราคา กัน ราว 60 บาท ฉันตอบตกลง.. ขณะ ที่กำลังขนกระเป๋า สัมภาระ ขึ้นรถ มีผู้หญิงชาว เยอรมันคนนึง เดินมาจับแขนฉัน …Do you mind if I wanna share taxi with you ? “จะว่าอะไรไหม ถ้า ฉันจะขอ แชร์ แทกซี่ เข้าไป ในเมืองด้วยน่ะ” “ทำไม จะไม่ได้ล่ะ” ฉันรีบตอบในทันที ..
หญิงชาวเยอรมัน ขอบอกขอบใจฉัน ขนของขึ้นรถ แล้ว ขึ้นมานั่งเบียดกับฉัน ตรงเบาะหลัง กับน้องสาว.. เธอเล่าให้พวกเราฟังว่า เธอเป็น ผู้หญิง เดินทางท่องเที่ยวคนเดียว ในบราซิล.. ฉันถามเธอว่า .”แล้วไม่กลัวเหรอ ไม่เหงาเหรอ” เธอตอบกลับมาว่า “ทำไม ต้องกลัว เราหา เพื่อนเดินทางได้ ระหว่างทาง ตลอดแหละ”
ถนน ของเมืองOuro Preto เป็น ถนน ที่ปูด้วยหิน ทางขึ้นไปยัง โฮสเทล ที่พักของเรา เป็นทางขึ้นเขา สูงชัน รถแทกซี่ ขับขึ้นไปได้แค่ ราวยี่สิบเมตร แล้วก็หยุดกึก .”อื๊ดดดด ..ครั่กๆๆๆ” เสียงเครื่องยนต์ กับกลิ่นคลัชท์ ไหม้เริ่มโชยมา ฉันรีบบอกแมน ให้บอกคนขับ.. “จอดตรงนี้แหละแมน เราจะลงเดิน.. อีกไกลมั๊ย” คนขับส่ายหัว บอกว่าไม่ไกล..
เราขนของ ลงจากรถ โบกมือลา หญิงสาวชาวเยอรมัน ก็ไม่มีอะไรมาก แค่เดินขึ้นเนิน บนถนน ปูหินลื่นๆ กลางฝนตกพรำๆ ในเวลาเช้ามืด มือสองข้าง และกลางหลัง แบกข้าวของพะรุงพะรัง .. ก็แค่นั้นเอง..
ที่พักของ เรา อยู่บนเนิน ชื่อ AOU hostel เป็น ห้องแถวเล็กๆ หลังคาเตี้ย มีห้องแค่สองห้อง ห้องนึง มีสามเตียง อีกห้องนึง มี สี่เตียง เจ้าของโฮสเทล เป็นพวกฟั้งกี้ ผมฟู หยิกหยอง เป็นรังนก สมัย The beatle. กำลังเฟื่องฟู
ด้านในประดับประดาไว้ด้วย เหรียญกษาปณ์ ของ นานา ประเทศ กับแผ่นเสียงสมัยโบราณ ..ทันที ที่เราเหยียบย่างเข้าไป ก็ถูกถามหา เหรียญ ของประเทศไทย ทันที.. “ยังไม่เคย มีคนไทย มาพัก ที่นี่” หนุ่มเจ้าของโฮสเทล บอก .. พร้อม ทำท่าลูบคลำ เหรียญ ห้าบาท กับ สิบบาท ของไทย อย่างดีใจสุดขีด..
เราได้ รับ อนุญาตให้ ใช้ห้องน้ำ อาบน้ำ แต่งตัว ได้ แต่ ห้องพัก ต้องรอจนกว่าจะ ถึงเที่ยง เพราะความหนาว. คงต้องใช้ความกล้าหาญมาก ที่จะอาบน้ำ..
ช่วงที่ รอ ให้ฟ้าสว่าง เราปรึกษา กับน้องสาว.. ว่าจะ วางแผน 3วัน ในเมืองนี้ ยังไง ให้ใช้เวลา ให้คุ้มค่า มากที่สุด .. เนื่องจากเมืองนี้ เป็นเมือง ที่หาข้อมูล ภาษาไทย ได้น้อยมาก .. เราอยากให้น้องสาว ได้ ฝึกหัด การใช้ภาษาอังกฤษ โดยการ ไปหาข้อมูล ภาษาอังกฤษ มาประกอบ ว่า สถานที่ไหน ที่ พลาดไม่ได้ สถานที่ไหน อยู่ใกล้กับสถานที่ไหน ที่เราไป แล้วสามารถ ได้หลายสถานที่ในเวลาเดียวกัน สถานที่ไหน มีประวัติศาสตร์ ความเป็นมา ยังไง แต่หลังการวางแผนทริป เราสองพี่น้อง ทะเลาะกัน ด้วยความเห็น ที่ไม่ลงรอยกัน.การทะเลาะ โต้เถียง เกิดขึ้น อย่างยาวนาน .ก่อนจะปรับความเข้าใจ เราสองคนนั่งร้องไห้ อยู่ใน ห้องรับแขก .. ท่ามกลางสายฝน ที่เริ่ม โปรยลงมา…
บรรยากาศ ที่สุดแสนจะตึงเครียด แมนเดินเข้ามา ทำหน้า เด๋อด๋า.. แต่ไม่กล้าออกความเห็น.. “ไปแต่งตัวดิแมน เดี๋ยวเราจะออกไปข้างนอก” ฉันบอกแมน พลาง เอามือปาดน้ำตา..
แมนพยักหน้า หลังเข้าไปเปลี่ยนเสื้อผ้า แล้วกลับออกมา ฝนเทลงมาหนักกว่าเดิม…
“แมน เราคงยังไม่ได้ออกไปนะ ฝนตกหนักมาก” …. แมน พยักหน้า เดินกลับเข้าไป ในห้อง….. เวลาผ่านไป ราว หนึ่ง ชั่วโมง ฝนเริ่มซา ฉันเดินเข้าไป ตามแมนในห้อง
เราพักในห้องรวม เป็นเตียงสองชั้น สองเตียง แมนนอน อยู่ เตียงบน . เอาข้าวของทั้งหมด กองเอาไว้ที่เตียงล่าง… ฉันเริ่มส่งเสียงแหลมสูง … “ แมน ! ไอ จ่ายเงินค่าโรงแรม ทั้งหมด นะ แล้วยู มาใช้ สองเตียง ได้ยังไง ถ้ายูใช้สองเตียง ก็ต้องจ่าย สองเตียง เป็นค่าเก็บเตียง เก็บของ เดี๋ยวนี้น๊ะ”
“ เมื่อกี้ แมน ไปตีซี้ กับเจ้าของ โฮสเทลมา เขาบอกว่า ใช้ได้ทุกเตียงเลย” แมนตอบ
“ เก็บ .. เดี๋ยว.. นี้!!! “ ฉันกรี๊ด…
แมนถอนหายใจยาว… คลานลงจากเตียง มาเก็บของ… ซักพัก ฮี ก็ ยิ้มแป้น ยื่นกระเป๋า เงิน มาให้ฉันดู … “ แมนเจอ กระเป๋าเงินที่หายไป แล้วแหละ อยู่นี่ไง”
หลังเก็บของเสร็จ ฝนเริ่มหยุด ฉัน เดินเข้าไปบอกแมน ให้เตรียมตัว ออกไปข้างนอก อีกครั้ง.. แมนเดินออกมาด้วยเสื้อผ้า เต็มยศ กำลังจะก้าวออกจากประตู ฝนเทลงมาอีกครั้ง….
เห็นทีต้องออกไปทั้งฝนตก แบบนี้แหละ ฉัน จัดแจงแกะเอา เสื้อกันฝนมาสวมทับ. “ไม่มีทางเลือก คงไม่ได้ภาพอะไร มาก แต่ก็ดีกว่า มานั่งจับเจ่า อยู่แต่ในนี้”
เราเดินลงเนิน สูง ด้วยความระมัดระวัง พื้นถนนทำด้วยหินก้อน ลื่นสุดๆ เป้าหมายแรกที่เราจะไป คือ พิพิธภัณฑ์เหรียญและธนบัตร ของบราซิล ที่อยู่เบื้องหน้า
พิพิธภัณฑ์ เหรียญ ที่ว่า ชื่อ Casa dos Contos ด้านใน มีการจัดแสดง เหรียญ ต่างๆ ที่ ประเทศบราซิล ใช้ในอดีต จนถึงปัจจุบัน ในอดีต บราซิล เคยร่ำรวยมาก ถึงขนาด ใช้เหรียญ ที่ทำด้วยทอง กันเลยทีเดียว.
อีกอย่างที่เป็นที่น่าสังเกตคือ บราซิล เปลี่ยนค่าเงิน กันทุก 10 ปี ในอดีต .. ใครที่เคยมาเที่ยวบราซิล เมื่อ ราวสิบปีที่แล้ว ถ้าเก็บเอาสกุล เงินตรา ของบราซิล กลับไป ด้วย กลับมาอีกครั้ง คงต้องตกใจ เพราะ บราซิลได้เปลี่ยนสกุลเงินไป แล้ว เงินที่เคยเก็บไว้ คงกลายเป็น เงินที่ ต้องเอาเก็บไว้ ในพิพิธภัณฑ์ .
จาก พิพิธภัณฑ์ เราเดิน ตาม เส้นทางถนนหลัก เป็น ถนนที่ทำด้วยหิน สวยงาม ไปตลอดทาง มีร้านรวง ขายของที่ระลึก สำหรับนักท่องเที่ยว Ouro Preto ในยามนี้ รายได้หลักมาจากนักท่องเที่ยว เป็นส่วนใหญ่ .
ที่ Ouro Preto สินค้าสำคัญ อีกอย่างคือ ชอกโกแลต มีขายอยู่เกือบทุกร้าน. เราแวะ ร้าน ที่มีสตรอเบอรี่ เสียบไม้สีแดงสด ตั้งโชว์อยู่ หลังเอาสตรอเบอรี่ ลงชุบกับชอกโกแลต สีเข้ม .. ปล่อยให้ แข็งตัวอย่างช้าๆ ตามอุณหภูมิ ก็ พร้อม รับประทาน..
ชอกโกแลตที่นี่ ถือว่าอร่อยมาก ไม่หวานจัด แต่ก็ไม่ขมจนเกินไป เป็นชอคโกแลตนม ที่เข้ากันได้ดี กับสตรอเบอรี่ หวานอมเปรี้ยว ..
ร้านอาหารและร้านกาแฟ มีเรียงราย เต็มสองข้างทาง.. เราแวะ ทานอาหาร กันที่ร้านอาหารบราซิล แบบชาวบ้าน..อาหารบราซิล ที่ใกล้เคียงกับอาหารไทยที่สุด เห็นจะเป็น แคบหมู กับหมูกรอบ เพียงแต่ ของบราซิล จะเค็ม สุดชีวิตสุดจิต สุดใจ แค่นั้นเอง..
หลังแวะ กินของหวานก็ แล้ว .. กินข้าวก็แล้ว ฝนก็ไม่มีทีท่าว่าจะหยุดตก .. เราเดิน มาจนถึง จตุรัสกลางเมือง จตุรัส Tiradentes ซึ่งหันหน้าเข้าสู่ จุดที่มีความสำคัญที่สุด ของเมือง Ouro Preto “Museum of Betrayal” พิพิธภัณฑ์ของผู้ทรยศ …11002679_733131280134738_6249582364800876626_o

Museum of Betrayal

11001895_733131216801411_5525553600606690756_n แคบหมูบราซิล

10999948_733130596801473_7663877262513829088_o 10997359_733130303468169_4901831601947566650_o 10960478_733130280134838_7559255313006181152_o 10960291_733131046801428_623242218045537416_o 10942972_733130323468167_972720159019602525_o 10873624_733130513468148_714456953006905726_o 10869573_733131140134752_4978262682777560576_o 10827934_733130470134819_1389912617783264394_o 10922305_733130130134853_4829727899710548460_o 11012190_733130433468156_8004895941671777781_o 11016109_733130916801441_6418473880282850867_o

จตุรัส Tiradentes

11018885_733131113468088_1307642923793154314_o

Advertisements
About หมอนก ,Mornok (125 Articles)
ชื่อ ...น.ส. กนกรัตน์ เทโวขัติ ชื่อเล่น นก วัน เดือน ปีเกิด 1 ตค 2519 การศึกษา ปริญญาตรี ทันตแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ Tour guide, Tour leader มหาวิทยาลัยรังสิต ความสนใจพิเศษ . เป็นช่างภาพสมัครเล่น เวบไซค์ http://mornok.com Facebook page https://www.facebook.com/backpackersfriend/ เฟสบุคเพจ เพื่อนนักสะพายเป้ Backpacker's friend เป็นเพจบันทึกการเดินทาง ทั้งในประเทศ และต่างประเทศ การเดินทางมีทั้งแบบแบกเป้และเดินทางแบบหรูหราสบาย พาเที่ยว พาถ่ายรูป พักโรงแรม พากิน เคยเดินทางมาแล้ว ราว 26 ประเทศ ทั่วโลก ในระยะเวลา 6 ปี เป้าหมายการเดินทางในอนาคตคือ รวบรวมถ่ายภาพปราสาทหินและวัดใน ประเทศไทย ให้ครบ ,เดินทางประเทศจีนและ อินเดีย ให้ครบทุกจังหวัด ,แบกเป้ ยาว หกเดือน เที่ยวประเทศฝั่งอเมริกาใต้ และอเมริกากลาง ผลงานที่ผ่านมา: ร่วมรายการ Bigbrother season 2549 pocketbook ก็จะวีน..ใครจะทำไม ละคร นรสิงห์ แชมป์ รายการ อัจฉริยะข้ามคืน ล้านที่ 4 ถ่ายแบบ,สัมภาษณ์ ลง magazine Alternative (June 2006), Hamburger (ปักแรกมิถุนายน 2549) ,GM Plus ,Lisa (7-6-06) ,แพรว (25 มิถุนายน 2549),Front mini Magazine (July 2006),เธอกับฉัน (ปักษ์หลังกรกฎาคม 2549) ,In Magazine (September 10, 2006),Gossip star ,TV Inside,Her World (ธ.ค. 2549), In Magazine (January 10, 2007) ,In Magazine (January 10, 2007) ,EXray (10 March 2007) ,Maxim (May 2007),เปรียว (ปักษ์หลังมิถุนายน 2550) เขียนคอลัมน์ บลอกเกอร์ชวนเที่ยว "แบกเป้เท่ทั่วโลก" นิตยสาร อสท. ฉบับเดือน มีนาคม 2559 นักเขียนคอลัมน์ ประจำ Dentist Backpack นิตยสาร Focus งานรีวิว .. เคยร่วมงานกับ.. Dtac ,Boots, TMB ,Master card ,bug bunny Looney Tunes Thailand ,Singha Park Ballon festival ,Airpay application, การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย,การท่องเที่ยวมาเก๊า,Lenovo ,Samsung camera https://mornok.com/2015/09/22/อุทยานแห่งชาติภูสอยดา/ https://mornok.com/2016/02/15/airpay/ https://mornok.com/2016/01/21/วิธีแบกเป้จีน-ไปจางเจี-4/ http://www.manager.co.th/Feelgood/ViewNews.aspx?NewsID=9570000128471 youtube channel https://www.youtube.com/channel/UCTwZ49toHl8K8KYF4Wmt1uA?view_as=public เพื่อนนักสะพายเป้ Backpacker's friend instragram kanokrat_tawokhat
%d bloggers like this: